‘ฟุตบอลโลกเป็นถ้วยที่คว้าแชมป์ได้ยากยิ่ง’ อาซาร์ เปิดใจถึงอดีตและอนาคตของทัพเบลเยียมใน เวิลด์คัพ 2026

‘ฟุตบอลโลกคือถ้วยที่คว้ามาได้ยากยิ่ง’: เอแดน อาซาร์ เผยความทรงจำและก้าวต่อไปของเบลเยียมใน เวิลด์คัพ 2026

ขณะที่ศึกฟุตบอลโลก 2026 กำลังจะเปิดฉากขึ้นในอเมริกาเหนือ เอแดน อาซาร์ อดีตเพลย์เมกเกอร์ทีมชาติเบลเยียม กลับใช้ชีวิตหลังแขวนสตั๊ดในปี 2023 ไปกับการปั่นจักรยาน ตีพาเดลเทนนิส และดวลวงสวิงกอล์ฟ แทนที่จะมีลูกฟุตบอลอยู่แทบเท้าเหมือนเช่นเคย

“ผมถอยห่างจากฟุตบอลมาพอสมควรแล้วครับ” อดีตปีกดาวหน้ากล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ FIFA “เมื่อก่อนฟุตบอลกินเวลาชีวิตผมไปถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมันก็ดีเพราะผมรักมัน แต่วันนี้ผมก้าวข้ามจุดนั้นมาแล้ว”

จากบทเรียนสู่จุดสูงสุดในปี 2018

แม้จะกวาดแชมป์ระดับสโมสรมามากมาย ทั้งแชมป์ลีกเอิงกับลีลล์, พรีเมียร์ลีกกับเชลซี และยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกกับเรอัล มาดริด แต่ผลงานในสีเสื้อ “ปีศาจแดงแห่งยุโรป” คือสิ่งที่ทำให้เขาเป็นตำนานอย่างแท้จริง อาซาร์ผ่านฟุตบอลโลกมาถึง 3 สมัย

เขาเล่าถึงจุดเริ่มต้นในปี 2014 ที่บราซิลว่า แม้จะตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยน้ำมือของอาร์เจนตินา แต่มันก็ถือเป็นบทเรียนชั้นดีสำหรับทีมชุดนั้น “เราน่าจะทำได้ดีกว่านี้ เพราะอาร์เจนตินาชุดนั้นไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่พวกเขามี เมสซี่ และถ้าเขายู่ในทีม คุณก็มีโอกาสชนะเสมอ”

ประสบการณ์จากบราซิลหล่อหลอมให้เบลเยียมผงาดคว้าอันดับ 3 ในปี 2018 ที่รัสเซีย ซึ่งอาซาร์คว้ารางวัล ซิลเวอร์ บอล (Silver Ball) มาครองในฐานะผู้เล่นยอดเยี่ยมอันดับ 2 ของทัวร์นาเมนต์ เป็นรองเพียง ลูก้า โมดริช เท่านั้น เขายอมรับว่านั่นคือช่วงเวลาที่เขารู้สึกแข็งแกร่งที่สุดทั้งร่างกายและจิตใจ และแม้จะพ่ายฝรั่งเศสไป 1-0 ในรอบรองชนะเลิศ แต่เขาไม่เคยนึกเสียใจ เพราะเชื่อว่าทีมได้ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างลงไปหมดแล้ว

ฉายา ‘โกลเด้น เจเนอเรชัน’ และความผิดหวังในกาตาร์

ในฟุตบอลโลก 2022 เบลเยียมต้องกระเด็นตกรอบแบ่งกลุ่มอย่างเจ็บปวด อาซาร์มองว่าในเวลานั้นทีมแค่ต้องการประตูในเกมที่เสมอกับโครเอเชีย 0-0 ในนัดสุดท้ายเท่านั้น “เราเล่นได้ดี และถ้าเราชนะผ่านเข้ารอบไปได้ ในรอบน็อกเอาต์อะไรก็เกิดขึ้นได้… ผมไม่รู้หรอกว่าเราจะเป็นแชมป์ไหม แต่ผมคิดว่าเราไม่ได้ห่างไกลขนาดนั้น”

สำหรับคำยกย่องที่ว่าพวกเขาคือ “โกลเด้น เจเนอเรชัน” (Golden Generation) อาซาร์ในวัย 35 ปี กลับถ่อมตัวว่านั่นเป็นเพียงคำพูดของสื่อมวลชนเท่านั้น

“เราก็แค่กลุ่มนักเตะในวัยใกล้เคียงกันที่เติบโตมาพร้อมๆ กัน และลงเล่นให้สโมสรระดับท็อปที่กวาดแชมป์มากมาย” อาซาร์ อธิบาย “ฟุตบอลโลกเป็นถ้วยที่คว้าแชมป์ยากมาก… ใช่ เราอาจจะเคยคว้ามันมาได้! เรามีเส้นทางที่ยอดเยี่ยม พวกเราและคนทั้งประเทศภูมิใจอย่างยิ่งกับสิ่งที่เราทำได้ในปี 2018”

มองไปข้างหน้าสู่ ฟุตบอลโลก 2026

ในฐานะแฟนบอลคนหนึ่งสำหรับทัวร์นาเมนต์ที่กำลังจะมาถึง อาซาร์ยกให้ ฝรั่งเศส, สเปน, อังกฤษ และ โปรตุเกส เป็นทีมเต็งที่มีสิทธิ์คว้าแชมป์โลกไปครอง พร้อมทั้งแอบเชียร์ เอกวาดอร์ ให้สร้างเซอร์ไพรส์เป็นม้ามืดประจำรายการ

เมื่อพูดถึงทีมชาติเบลเยียมที่ต้องอยู่ร่วมกลุ่ม จี (Group G) กับ อียิปต์, อิหร่าน และ นิวซีแลนด์ เขาเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าอดีตเพื่อนร่วมทีมของเขาคือทีมที่ดีที่สุดในกลุ่มอย่างไม่ต้องสงสัย

“ทีมชุดนี้เป็นการผสมผสานระหว่างหน้าเก่าและสายเลือดใหม่ การที่พวกเขาไม่ถูกมองว่าเป็นทีมเต็งจะช่วยให้พวกเขาเล่นได้อย่างมีอิสระและนิ่งขึ้น ความคาดหวังในเบลเยียมยังคงสูง แต่ก็น้อยกว่าปี 2018 และ 2022 แน่นอน”

นอกจากนี้ เขายังเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมในตัว รูดี้ การ์เซีย กุนซือชาวฝรั่งเศสที่เคยมอบโอกาสลงประเดิมสนามอาชีพให้เขาที่ลีลล์ ซึ่งปัจจุบันเข้ามารับงานคุมทีมชาติเบลเยียมได้ราว 18 เดือนแล้ว “เขาไม่เคยคุมทีมชาติมาก่อน แต่ผมไม่คิดว่านั่นเป็นปัญหา เขามีประสบการณ์มากพอ เขาเป็นโค้ชที่พูดตรงไปตรงมา และผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่เราต้องการ”

แม้ปัจจุบันจะทุ่มเทเวลาให้กับการสร้างครอบครัวและโปรเจกต์สนามพาเดลเทนนิสในหมู่บ้านของเขา แต่ตำนานเบลเยียมรายนี้ก็ทิ้งท้ายว่า เขาอาจจะตัดสินใจตีตั๋วบินไปชมฟุตบอลโลกแบบติดขอบสนามในนาทีสุดท้ายก็ได้ “ผมคิดว่าเด็กๆ (ลูกของเขา) คงจะมีความสุขที่ได้ไปดูเกมครับ” อาซาร์กล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม