‘เปลี่ยนความเจ็บปวดเป็นแรงผลักดัน’: บูกาโย่ ซาก้า มั่นใจทัพ ‘สิงโตคำราม’ แกร่งทุกขุมกำลัง พร้อมสานฝันแชมป์โลกในรอบ 60 ปี
ในฐานะนักเตะที่ผ่านศึกทัวร์นาเมนต์ใหญ่ระดับเมเจอร์มาแล้วถึง 3 ครั้ง บูกาโย่ ซาก้า ย่อมรู้ซึ้งถึง “ความคาดหวัง” ที่ถาโถมเข้าใส่นักเตะทีมชาติอังกฤษได้ดีกว่าใคร และในฐานะขุมกำลังหลักของทัพ “สิงโตคำราม” ชุดที่ทำผลงานได้สม่ำเสมอที่สุดในรอบ 60 ปีที่ผ่านมา เขารู้ดีว่าตัวเขาและเพื่อนร่วมทีมมีศักยภาพซ่อนอยู่มากแค่ไหน
เมื่อถูกถามถึงวิธีการรับมือกับความกดดันมหาศาล ทั้งจากสื่อมวลชน, แฟนบอลกว่า 58 ล้านคน หรือแม้แต่น้ำหนักของการรอคอยถ้วยแชมป์ระดับเมเจอร์ที่ยาวนานถึง 6 ทศวรรษ ปีกตัวเก่งรายนี้กลับแสดงท่าทีนิ่งสงบและไม่หวั่นไหว
“เรารู้ว่ามีความคาดหวังอยู่เสมอ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความคาดหวังที่เรามีต่อตัวเราเองต่างหาก” ซาก้า เปิดใจกับ FIFA “เมื่อคุณมีสิ่งนั้นแล้ว ก็แทบจะไม่มีอะไรมากดดันคุณได้อีก เราแค่พยายามปิดกั้นเสียงรบกวนรอบข้าง เราพุ่งเป้าไปที่สิ่งที่เราต้องการจะทำให้สำเร็จ และเก็บมันไว้เป็นเป้าหมายสูงสุดในใจเสมอ”
จากความผิดหวัง… สู่แรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่
ซาก้าเติบโตมาในยุคที่ทีมชาติอังกฤษเริ่มกลับมาผงาดอีกครั้ง เขาเกิดหลังจากแมตช์ประวัติศาสตร์ที่อังกฤษบุกไปถล่มเยอรมนี 5-1 ในปี 2001 เพียง 4 วัน ทว่าในเส้นทางอาชีพของเขา การ “เข้าใกล้แต่ไปไม่ถึงฝัน” คือบาดแผลที่ทีมต้องเผชิญมาตลอด:
- ฟุตบอลโลก 2018: ทะลุถึงรอบรองชนะเลิศ (ดีที่สุดในรอบ 28 ปี)
- ยูโร 2020: เข้าชิงชนะเลิศรายการเมเจอร์ครั้งแรกตั้งแต่ปี 1966 แต่พ่ายจุดโทษอิตาลี
- ฟุตบอลโลก 2022: ตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยน้ำมือของฝรั่งเศส
- ยูโร 2024: อกหักในนัดชิงชนะเลิศอีกครั้ง จากการโดนสเปนยิงประตูชัยช่วงท้ายเกม
แต่แทนที่จะจมอยู่กับความเศร้า ซาก้าเลือกที่จะเปลี่ยนบาดแผลเหล่านั้นให้เป็นพลังบวก “ในทุกๆ ทัวร์นาเมนต์ที่ผ่านมา เราลงสนามด้วยความเชื่อมั่นว่าเราจะคว้าแชมป์ได้ และเราก็เข้าใกล้มาตลอด” เขากล่าว “ตอนนี้เราใช้สิ่งเหล่านั้นเป็นแรงจูงใจ เราจะเดินหน้าผลักดันตัวเองต่อไป และพาตัวเองกลับไปอยู่ในจุดนั้นให้ได้อีกครั้ง”
ขุมกำลังที่อัดแน่นไปด้วย “ดีเอ็นเอผู้ชนะ”
ซาก้ากำลังจะก้าวเข้าสู่ศึกฟุตบอลโลก 2026 ด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม หลังเพิ่งช่วยพาต้นสังกัดอย่าง อาร์เซน่อล ยุติการรอคอย 22 ปี ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกร่วมกับเพื่อนร่วมทีมชาติอย่าง ดีแคลน ไรซ์, เอเบเรชี่ เอเซ่ และ โนนี่ มาดูเอเก้
นอกจากนี้ แคมป์ทีมชาติอังกฤษในเวลานี้ ยังเต็มไปด้วยบรรดานักเตะที่เพิ่งกวาดแชมป์จากสโมสรมาหมาดๆ:
- เจมส์ แทรฟฟอร์ด, นิโก้ โอเรลลีย์, มาร์ค เกฮี และ จอห์น สโตนส์: คว้าดับเบิ้ลแชมป์ เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้
- แฮร์รี่ เคน: เหมาดับเบิ้ลแชมป์ บุนเดสลีกา และ เดเอฟเบ โพคาล กับ บาเยิร์น มิวนิค
- มาร์คัส แรชฟอร์ด: ผงาดคว้าแชมป์ ลาลีกา กับ บาร์เซโลน่า
- โอลลี่ วัตกิ้นส์, มอร์แกน โรเจอร์ส และ เอซรี่ คอนซ่า: ซิวแชมป์ ยูโรป้า ลีก กับ แอสตัน วิลล่า
“ผมมองเห็นจุดแข็งอยู่ทั่วทุกพื้นที่ในทีม และผมยังเห็นความกระหายรวมถึงแพสชันที่จะเอาชนะ ซึ่งมันเป็นความสมดุลที่ยอดเยี่ยมมาก” ซาก้าในวัย 24 ปีเสริม “ทีมชุดนี้เต็มไปด้วยพรสวรรค์และการแข่งขันภายในที่สูงปรี๊ด แต่มันเป็นสภาพแวดล้อมที่ดีและช่วยให้ทุกคนพัฒนาขึ้น เรามีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างแท้จริง”
ยุคใหม่ภายใต้แท็กติกของ “ทูเคิล”
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการเข้ามาของ โธมัส ทูเคิล กุนซือจอมแท็กติกชาวเยอรมัน ผู้พาทีมสร้างสถิติในรอบคัดเลือกด้วยการชนะรวด 8 นัดโดยไม่เสียแม้แต่ประตูเดียว
“เขาเป็นโค้ชที่ยอดเยี่ยมมาก ตั้งแต่เขาเข้ามา เขามีความชัดเจนในสิ่งที่เขาต้องการและข้อเรียกร้องสำหรับทีม” ซาก้าพูดถึงกุนซือของเขา “เขาคือผู้ชนะ และแน่นอนว่าทีมชุดนี้ก็ต้องการชัยชนะเช่นกัน เราปรับตัวเข้ากับเขาได้ดีมากๆ”
เป้าหมายสูงสุดของทีมชาติอังกฤษชุดนี้ คือการเดินตามรอยเท้าของขุนพลชุดแชมป์โลกปี 1966 ภายใต้การนำทัพของ บ็อบบี้ มัวร์ และ เจฟฟ์ เฮิร์สต์ ซึ่งยังคงเป็นทีมชาติอังกฤษชุดเดียวที่เคยคว้าแชมป์ระดับเมเจอร์ได้
“ในฐานะผู้เล่นทีมชาติอังกฤษ พวกเขาคือผู้สร้างมาตรฐานให้กับพวกเรา แน่นอนว่าเราต้องการเจริญรอยตามและทำให้ได้อย่างที่พวกเขาทำ” ซาก้าทิ้งท้าย “นั่นคือความฝัน คือสิ่งที่เรากำลังทุ่มเททำงานหนักเพื่อมัน และมันคงจะพิเศษมากๆ หากเราสามารถทำมันให้กลายเป็นจริงได้”

