วิกฤตลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026: ทำไม FIFA ถึงเจรจาลิขสิทธิ์ทีวีกับ จีน-อินเดีย ไม่ลงตัว?

รอยร้าวในธุรกิจความสุข: เบื้องหลังศึกชิงลิขสิทธิ์ ‘ฟุตบอลโลก 2026’ ที่ จีน และ อินเดีย เล่นแง่กับ FIFA

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จานนี่ อินแฟนติโน่ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในเวทีระดับโลกที่เบเวอร์ลีฮิลส์ โดยเปรียบเปรยอย่างอารมณ์ดีว่า “FIFA คือผู้มอบความสุขอย่างเป็นทางการให้กับมวลมนุษยชาติมาตั้งแต่ปี 1904… ลูกฟุตบอลคือเครื่องมือวิเศษที่เปลี่ยนให้ผู้คนมีความสุข” ทว่าในโลกแห่งความเป็นจริง ความสุขของแฟนบอลหลายพันล้านคนกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย เมื่อมีรายงานว่า FIFA ยังคงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 กับสองประเทศมหาอำนาจที่มีประชากรมากที่สุดในโลกอย่าง “จีน” และ “อินเดีย” ได้เลย

กำแพงแห่งกาลเวลา (Time Zone) ปัญหาหลักที่เห็นได้ชัดที่สุดคือเรื่องความต่างของเวลา (Time Zone) ฟุตบอลโลกครั้งนี้จัดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือ (สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, เม็กซิโก) ซึ่งเวลาช้ากว่าอินเดีย 9 ชั่วโมงครึ่ง และช้ากว่าจีนถึง 12 ชั่วโมง นั่นหมายความว่าเกมส่วนใหญ่จะเตะกันในขณะที่ชาวอินเดียกำลังหลับ และชาวจีนเพิ่งตื่นนอน

แตกต่างจากฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ ซึ่งเวลาห่างกันเพียงไม่กี่ชั่วโมง ในครั้งนั้น Viacom18 สื่อใหญ่ของอินเดียยอมจ่ายเงินถึง 60 ล้านดอลลาร์เพื่อคว้าลิขสิทธิ์ แต่กลับต้องขาดทุนเพราะรายได้จากโฆษณา (ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของสื่ออินเดีย) ไม่ครอบคลุมค่าลิขสิทธิ์

เมื่อ FIFA ตั้งราคาแพ็กเกจลิขสิทธิ์ปี 2026 ควบ 2030 (ที่มีจำนวนแมตช์เพิ่มขึ้น) ไว้ที่ 100 ล้านดอลลาร์สำหรับอินเดีย บรรดาสื่อใหญ่จึงพร้อมใจกันส่ายหน้า โดย JioStar ยื่นข้อเสนอสวนกลับไปเพียง 20 ล้านดอลลาร์เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงเวลาเดียวกัน อินเดียยังโฟกัสไปที่ทัวร์นาเมนต์ คริกเกต T20 เวิลด์คัพ ซึ่งเป็นกีฬายอดฮิตอันดับหนึ่งของชาติมากกว่า

จีนดึงเชิง: เกมต่อรองราคา และนัยยะทางการเมือง สถานการณ์ในจีนก็คล้ายคลึงกัน แม้จีนจะมีฐานแฟนบอลกว่า 200 ล้านคน และ CCTV สถานีโทรทัศน์แห่งชาติก็เป็นพันธมิตรขาประจำ แต่เมื่อ FIFA เปิดประมูลด้วยตัวเลขสูงกว่า 250 ล้านดอลลาร์ การตอบรับที่ได้กลับมามีเพียงความเงียบงัน จน FIFA ต้องยอมลดราคาลงมาเหลือ 120 ล้าน และ 80 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ แต่ก็ยังปิดดีลไม่ได้

ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิประโยชน์กีฬาชี้ว่า นี่คือสะท้อนให้เห็นว่าความนิยมของฟุตบอลโลกในตลาดเหล่านี้อาจไม่ได้สูงพอที่จะคุ้มค่าต่อการลงทุนถ่ายทอดสดข้ามคืน ยิ่งไปกว่านั้น การที่ทีมชาติจีนไม่ได้ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ก็ยิ่งทำให้ความกดดันทางการเมืองที่จะต้องซื้อลิขสิทธิ์ลดน้อยลงไปอีก

ดร. พอล วิดดอป รองศาสตราจารย์ด้านธุรกิจกีฬาจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ เมโทรโพลิแทน มองลึกลงไปว่า เรื่องนี้อาจมี “นัยยะทางการเมือง (Geopolitics)” แอบแฝงอยู่

“ฟุตบอลโลก 2026 เป็นทัวร์นาเมนต์ที่มีความเป็น ‘อเมริกัน’ มากที่สุด ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และอุดมการณ์… ผมสงสัยว่าจีนและอินเดียกำลังผลักต้านโมเดลการประเมินมูลค่านี้อย่างเงียบๆ หรือไม่ ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดทางการค้าและภาษีในยุคของโดนัลด์ ทรัมป์ การที่จีนและอินเดียแสดงทีท่าว่าพวกเขาไม่ได้ให้คุณค่ากับฟุตบอลในราคาที่ FIFA เรียกร้อง อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงสหรัฐฯ ว่าพวกเขาไม่ได้แคร์งานอีเวนต์ของอเมริกามากขนาดนั้น”

ความท้าทายครั้งใหญ่ของ FIFA รายได้จากลิขสิทธิ์สื่อถือเป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักที่ใหญ่ที่สุดของ FIFA มาตั้งแต่ยุค 1990s (คาดการณ์ว่าในรอบ 4 ปีนี้จะสร้างรายได้ถึง 5.3 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 40% ของรายได้ทั้งหมด)

แม้ผู้เชี่ยวชาญจะเชื่อว่า ท้ายที่สุดแล้วทั้งสองชาติจะบรรลุข้อตกลงกับ FIFA ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงความอับอายระดับชาติที่ไม่มีฟุตบอลโลกให้คนในประเทศดู แต่หาก FIFA ยอมหั่นราคาลงอย่างมหาศาล มันจะกลายเป็น “บรรทัดฐานใหม่” ที่ทำให้สถานีโทรทัศน์ทั่วโลกรับรู้ได้ทันทีว่า อำนาจการต่อรองของ FIFA ไม่ได้แข็งแกร่งและน่าเกรงขามเหมือนในอดีตอีกต่อไป

และนี่อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งแรกที่บ่งบอกว่า โมเดลธุรกิจลูกหนังที่เคยมุ่งเน้นแต่การเติบโตแบบไม่สิ้นสุด… กำลังเริ่มสั่นคลอนเสียแล้ว